Monday, March 14, 2011

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเตาเผาขยะมากที่สุดในโลก

ความซื่อสัตย์ ความใส่ใจและความรับผิดชอบของแต่ละคนนั้นแสดงออกต่อส่วนรวมในเรื่องความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งในเรื่องที่อาจจะมีกฎหมาย หรือระเบียบบังคับไว้ หรือ มีขนบธรรมเนียมประเพณีบังคับไว้ก็ตาม ในเรื่องการกำจัดขยะ

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเตาเผาขยะมากที่สุดในโลก เนื่องจากไม่มีพื้นที่มากพอที่จะทำการกำจัดแบบฝังกลบ ขยะหลายประเภทไม่สามารถกำจัดได้ทัน อาจจะถูกส่งขายเป็นของเก่า เช่น จักรยาน รถยนต์ เครื่องยนต์ต่างๆ จะถูกส่งขายเป็นเศษซากไปประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย จะเรียกได้ว่าขยะล้นประเทศก็ว่าได้ ในชีวิตประจำวันฉันเห็นคนญี่ปุ่นแยกขยะก่อนทิ้งทุกบ้าน ทุกสำนักงาน แยกเป็นขยะเผาได้ ขยะกลับมาใช้ใหม่ได้ กล่องนม ขวดแก้ว ขวดพลาสติกฯลฯ ถูกแยกออกประเภทชัดเจน มัดปากถุงเรียบร้อย ทิ้งตามถังที่จัดไว้อย่างเป็นระเบียบ หากเป็นนิตยาสาร หนังสือที่ต้องการทิ้ง ก็จำเป็นต้องมัดและห่อให้เรียบร้อย และวางไว้หน้าบ้านตามวันที่กำหนดที่รถขยะจะมาเก็บ ส่วนขยะชิ้นใหญ่ หรือ ขยะประเภทที่ไม่สามารถทิ้งได้ คนญี่ปุ่นจำเป็นต้องเรียกใช้บริการกำจัดขยะพิเศษ ขยะเหล่านี้เป็นขยะชิ้นใหญ่ หรือของที่ไม่ใช้แล้วต้องการทิ้ง ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ ตู้ เตียง ที่นอน กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ หม้อหุงข้าว หรือ อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่ชำรุดแล้ว ฯลฯ




การเรียกใช้บริการนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ฉันเห็นคนญี่ปุ่นก็ปฎิบัติเป็นนิสัย ไม่ทิ้งขวางตามที่ว่างเปล่าหรือ ข้างทางอย่างที่ฉันเคยเห็นในประเทศเรา และอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันทึ่งคนญี่ปุ่นคือ เขายอมเสียเงินซื้อถุงรองรับเศษผง เศษขยะเล็กๆน้อยๆ เช่น เศษชา เพื่อไม่ทิ้งสิ่งเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้ผิดที่ผิดทาง รวมถึงซื้ออุปกรณ์กำจัดน้ำมัน ฉันไม่แน่ใจว่าต้องเรียกชื่อเช่นไร แต่เป็นผงที่ใช้เทลงน้ำมันที่เราประกอบอาหารแล้วต้องการทิ้ง เพื่อให้จับตัวเป็นก้อนก่อนน้ำไปทิ้ง ซึ่งมีขายตามร้านทั่วๆไป การกำจัดไขมันด้วยวิธีทำให้จับตัวเป็นก้อนก่อนนำไปทิ้งนี้เพื่อลดภาระของระบบกำจัดน้ำเสียในการกำจัดไขมันนั่นเอง



แม้ว่าคนญี่ปุ่นจะให้ความร่วมมืออย่างดีและมีความรับผิดชอบในการแยกขยะ แต่ขยะยังเป็นปัญหาในบางท้องที่ เช่นตามเมืองใหญ่ๆ หรือแหล่งการค้าที่มีถุงขยะกองไว้ข้างทางรอการเก็บ มักจะเห็นกาจำนวนมากมาคุ้ยเขี่ยถุงขยะเป็นประจำ ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ฉันเห็นภาพข่าวตามโทรทัศน์บ่อยครั้ง

การบริการของสายการบินญี่ปุ่น

อีกตัวอย่างที่ฉันเคยได้สัมผัสคือการบริการของสายการบินญี่ปุ่น ฉันเคยได้รับบริการในการเดินทางทั้งในประเทศญี่ปุ่นและระหว่างประเทศ ฉันได้รู้ซึ้งถึงคำว่าการบริการด้วยใจจากแอร์โฮสเตสสาวสวยของสายการบินอย่างแท้จริง เธอยิ้มและกริยาอ่อนน้อม ทั้งคำพูดที่กล่าวออกมาก็ไม่ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกขุ่นเคืองเลยแม้แต่น้อย




พูดถึงเครื่องบินแล้วก็ให้นึกถึงการบริการรถโดยสารประจำทางและรถไฟด้วย ฉันเดินทางจากโตเกียวกลับบ้านพักโดยบริการรถไฟในตอนดึก ภาพที่ฉันไม่คิดว่าจะได้เห็นคือ ฉันเห็นพนักงานขับรถไฟขบวนนั้นนั่งคุกเข่าลงกับพื้น เพื่อใช้มือข้างหนึ่งของเขาแตะไปที่ขาผู้สารที่กำลังหลับอยู่อย่างอ้อมน้อม มันเป็นภาพที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลยตั้งแต่จำความได้ ฉันคิดว่าหากใครมาญี่ปุ่น หรือได้รับบริการในแบบญี่ปุ่นแท้ๆ แล้วไม่ประทับ คงเป็นคนที่โชคร้ายที่สุดในโลก





การนั่งคุกเข่าลงกับพื้นเป็นเรื่องปกติที่เห็นอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นใคร หากมีความจำเป็นที่จะต้องนั่ง เขาจะนั่งคุกเข่า หรือ ท่าเทพธิดาหากเป็นผู้หญิง ฉันเคยเห็นเพื่อนที่ทำงานของฉันนั่งคุกเข่าข้างๆ ฉันในขณะที่ฉันนั่งอยู่บนเก้าอี้ เพื่อที่จะดูปัญหาในคอมพิเตอร์ให้ฉัน ฉันสงสัยว่าทำไมเขาถึงนั่งคุกเข่าลงกับพื้น ทำไมเขาไม่ยืนข้างๆฉัน หรือ ภาษาไทยเรียกว่ายืนค้ำหัว หลายครั้งฉันเห็นเจ้านายของฉันคุกเข่าลงกับพื้นเพียงเพื่อจะหาหนังสือ นั่งคุกเข่าเพื่อซ่อมอุปกรณ์อะไรสักอย่าง การนั่งลงคุกเข่าไม่ใช่เรื่องเสียหายสำหรับคนญี่ปุ่น ไม่มีใครคิดว่าตัวเองต่ำต้อยกว่าคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ที่สูงกว่า ไม่ว่าเขาจะทำอะไรการนั่งคุกเข่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งมันเป็นกริยาที่สุภาพมาก และถือเป็นการให้เกียรติกันและกันอย่างสูง

หัวใจบริการของคนญี่ปุ่น

เมื่อกล่าวถึงร้านอาหารแล้ว ฉันอยากจะพูดถึงเรื่องหัวใจบริการของคนญี่ปุ่น แรกเมื่อท่านก้าวเข้ามาในร้าน หรือ อาจจะเพียงแต่ยืนหน้าร้าน ท่านจะได้ยินคำเชื้อเชิญว่า อิรัชไชมาเซะ ดังก้องกังวาลจากปากบริกรทั้งร้าน หลังจากนั้นท่านจะถูกพาเดินเข้าไปนั่งตามโต๊ะ โดยบริกรจะถามท่านว่าจะเลือกบริเวณสูบบุหรี่ หรือ ปลอดบุหรี่ (แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีผนังกั้นชัดเจน) เนื่องจากร้านอาหารส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นนั้นอนุญาตให้สูบบุหรี่ได้ โดยติดเครื่องดูดควันไว้ให้ หลังจากท่านนั่งที่โต๊ะเรียบร้อยแล้วบริกรจะมาพร้อมผ้าร้อน และเมนู หรือบางครั้งที่โต๊ะจะจัดผ้าร้อนไว้ให้แล้ว รวมถึงอุปกรณ์ในการรับประทานไว้พร้อมสรรพ หลังจากให้เมนูท่านแล้ว บริกรจะบอกให้ท่านเลือก และเขาจะให้เวลาท่านเลือกจนพอใจ จนกว่าท่านจะเรียกเขามา หรือ อีกสักพักเขาจะเดินมาถามว่าจะสั่งอะไรบ้าง




ซึ่งการสั่งอาหารญี่ปุ่นนั้น ส่วนใหญ่มักจะมาเป็นชุด หากท่านสั่งชุดใดชุดหนึ่งแล้ว อยากได้บางส่วนของชุดนั้นเพิ่มเติม เช่น สั่งข้าวแล้วมีซุป และท่านอยากได้ซุปเพิ่ม ท่านจะไม่สามารถสั่งเพิ่มได้ในญี่ปุ่น หากท่านสั่งเพิ่มท่านจะเห็นภาพพนักงานเข้าไปถามในครัวก่อน แล้วกลับมาบอกให้ท่านทราบอีกครั้ง ซึ่งปกติเขามักจะไม่ทำกัน คือ แต่ละชุดประกอบด้วยอะไรบ้าง ท่านก็จะได้รับตามนั้นจนครบ แต่จะเพิ่มมักจะทำไม่ได้นั่นเอง ดังนี้ฉันจึงสรุปเอาเองว่าคนญี่ปุ่นนั้นเป็นคนตรง ทำอะไรตามระเบียบไม่ขาดตกบกพร่องเลย นอกจากนี้บริกรที่ฉันได้เห็นในทุกที่ในญี่ปุ่น มักจะอ่อนน้อม พูดจาสุภาพ ภาษาที่ใช้มักจะเป็นภาษาที่สุภาพมากกว่าที่ใช้ในชีวิตประจำวันด้วย



หลังจากที่ท่านใช้บริการหรือซื้อของเรียบร้อยแล้ว ท่านจะได้ยินคำกล่าวขอบคุณอย่างดังจากร้าน ไม่ว่าท่านจะซื้อมากซื้อน้อย ราคาถูกหรือแพง คำขอบคุณจะดังก้องกังวาลพร้อมกับการโค้งคำนับขอบคุณจากคนขายทุกครั้ง หรือแม้แต่ท่านเดินเข้าไปเลือกแล้ว ไม่ซื้อไม่รับบริการท่านก็จะได้รับคำขอบคุณอันก้องกังวาลนี้เช่นกัน

ความมีวินัยของคนญี่ปุ่น

ความมีวินัยของคนญี่ปุ่นนั้นไม่เน้นเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น แต่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความมีระเบียบวินัยในสังคมของเขาในทุกๆเรื่อง ภาพที่เห็นเป็นปกติมิได้ขาดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ได้แก่ ภาพการเข้าคิว เข้าแถวรอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง รอรถสาธารณะ รถไฟ รอคิวเข้าซื้อของ รอคิวรับประทานอาหาร รอคิวเล่นเกมส์ หรือ แม้แต่รอคิวเข้าห้องน้ำ การรอคิวนั้นบางครั้งก็ได้รับความผิดหวังกลับไปเช่นกัน




เช่นรอคิวรับประทานอาหรในร้านที่ขายดิบขายดี เนื่องจากอาหารอร่อยมาก คนที่รอบางครั้งอาจจะไม่ทราบเสียด้วยซ้ำว่าเมื่อถึงคิวของเขาแล้วของจะหมดแล้วหรือยัง แต่คนญี่ปุ่นก็ยังรอคิวไม่มีใครแซงใครให้หงุดหงิดเลย ฉันยอมรับว่าเป็นคนหนึ่งที่เบื่อการรอคิว แต่ฉันก็ปฎิบัติตามระเบียบทุกครั้ง ยกเว้นร้านอาหารที่ฉันเห็นมีคนมาก ฉันก็จะไม่เข้าไปต่อคิว แต่เปลี่ยนไปร้านอื่นที่มีโอกาสได้รับประทานเร็วกว่า เนื่องจากฉันไม่ทราบนั่นเองว่าร้านไหนจะอร่อยมากๆ ถึงขนาดที่ต้องไปรอคิวหลายๆ ชั่วโมงเพื่อให้ได้อิ่มอร่อยกับอิ่มเดียว

คนญี่ปุ่นเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงมาก

คนญี่ปุ่นที่ฉันได้พบเจอส่วนใหญ่ดูอ่อนน้อม พูดจาไพเราะ แต่ละวันที่พบกันในตอนเช้า แต่ละคนจะกล่าวทักทาย โอฮ่ะโย่ โกไซมัส ทุกครั้ง ฉันพบว่าไม่มีใครเดินเข้าห้องทำงานมาอย่างเงียบๆ เลยสักครั้ง และคนในห้องก็จะกล่าวตอบ เป็นการทักทายกัน ก่อนกลับบ้านก็จะมีคำลากันเพื่อให้รู้ว่ากลับก่อนนะ คือ ชิทสึเรชิมัส และคนที่ยังไม่กลับก็จะพูดว่า โอ ทสึ คะ เระ สะ มะ เดสชิตะ หมายถึง บอกให้ทราบว่าคนคนนั้นทำงานหนักมาตลอดวันแล้วนะ ฉันได้ยินคำแบบนี้ทุกวันเป็นปกติ รู้สึกว่าคนญี่ปุ่นห่วงใยและให้กำลังใจกันดี แม้ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่คำพูดของเขาทำให้รู้สึกเช่นนั้น



คนญี่ปุ่นเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงมาก และเอาจริงเอาจังกับการทำงาน ไม่ผิดเลยที่พวกเราจะเห็นประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นเกาะ มีทรัพยากรจำกัด แต่ญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้อย่างไร ฉันได้เห็นความรับผิดชอบของคนญี่ปุ่นในหน้าที่แต่ละคนในชีวิตประจำวันที่ทำงาน แต่ละคนก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเงียบๆ แต่ก็มีบ้างบางคนที่ทำงานไปบ่นไป หรือ แสดงอาการเครียดให้เห็น ในเวลางานแล้วจะไม่ค่อยเห็นมีการเล่น หรือคุยกันในเรื่องอื่นๆ มากนัก แต่ทั้งนี้ในแต่ละวันจะมีช่วงที่ได้พบปะพูดคุยกันในช่วงพักดื่มน้ำชา ตอนประมาณบ่ายสามหรือ บ่ายสี่โมงของแต่ละวัน ในช่วงเวลานี้แม่บ้านจะเป็นคนจัดเตรียมน้ำชาและขนมของว่างให้ และตามทุกคนมานั่งดื่มน้ำชา และนั่งคุยกันอย่างสนุกสนาน ระหว่างนี้อาจจะมีเรื่องงานสอดแทรกบ้าง แต่ไม่หนักหนามากนัก



ส่วนการพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องงานนั้นจะมีการทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามผลงาน ติดตามความคืบหน้าของสิ่งที่ได้รับมอบหมายมา เนื่องจากกลุ่มทำงานของฉันเป็นนักวิจัย เราจึงมีการเสนอผลงานเพื่อให้ทุกคนในกลุ่มมีส่วนได้วิจารณ์กันอย่างสม่ำเสมอ ช่วงเวลาการทำงานและช่วงเวลาพักดื่มน้ำชานี้เอง ทำให้ฉันได้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนในเรื่องการใช้เวลาของคนญี่ปุ่นอย่างมีวินัย บางคนเครียดและเงียบมากระหว่างเวลางาน แต่เมื่อถึงเวลาพักแล้ว เขาพักจริงๆ ไม่ได้เอาเรื่องงานมาคิดต่อ เขาจะคุย หรือเล่นเกมส์ต่างๆ อย่างสนุกสนาน เมื่อหมดเวลาน้ำชาแล้วแต่ละคนก็จะแยกย้ายกันไปทำงานตามหน้าที่ต่อไป ฉันจะเห็นเจ้านายของฉันและเพื่อนบางคนอยู่ทำงานต่อตอนเย็นจนดึกดื่น บางคนทำงานจนลืมเวลา หรือต้องนอนค้างที่ที่ทำงานก็เห็นได้บ่อยๆ

ญี่ปุ่นที่ฉันเห็น ตอน ระเบียบวินัย ความตั้งใจ ชาตินิยม ลักษณะนิสัยคนญี่ปุ่น...

ญี่ปุ่นที่ฉันเห็น ตอน ระเบียบวินัย ความตั้งใจ ชาตินิยม ลักษณะนิสัยคนญี่ปุ่น...




ก่อนที่ฉันจะมาญี่ปุ่นฉันได้รับฟังรับทราบความเป็นไปของประเทศญี่ปุ่น ลักษณะนิสัยของคนญี่ปุ่นหลายด้าน ทั้งด้านบวก และด้านลบ จึงทำให้ฉันอยากมาสัมผัสคนญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่นด้วยตัวของฉันเอง



ฉันได้สัมผัสการทำงานในบริษัทของญี่ปุ่นครั้งแรกหลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีซึ่งเป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ ทำให้ฉันได้ทราบว่าการทำงานกับคนญี่ปุ่นนั้นไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ฉันได้ร่วมงานด้วยเป็นกลุ่มคนที่ค่อนข้างไม่เปิดรับความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชานัก และโดยเฉพาะคนที่สื่อสารภาษากลางไม่ได้ ยิ่งทำให้ปัญหาในการทำงานมีมากขึ้น จากการไม่เข้าใจวัฒนธรรม จากการไม่เข้าใจความคิด และคำพูดของกันและกัน ฉันทำงานที่นั่นได้เพียงเดือนเดียว ฉันตัดสินใจลาออกเนื่องจากถูกใช้งานหนักเกินหน้าที่ ทำงานวันละไม่น้อยกว่าสิบสองชั่วโมงโดยได้รับค่าตอบแทน(ค่าล่วงเวลาอันจำกัด เรียกว่าทำงานเกินค่าจ้างอย่างมากค่ะ) และสุขภาพจิตแย่ลงเรื่อยๆ จากสภาพการทำงาน ฉันบอกตัวเองว่าจะไม่ทำงานที่มีเจ้านายเป็นคนญี่ปุ่นอีกตลอดชีวิตนี้



ต่อมาฉันได้รับฟังจากเพื่อนๆที่ทำงานอยู่บริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของญี่ปุ่นที่มีบริษัทในเมืองไทย เล่าให้ฟังถึงข้อเสียและลักษณะนิสัยอันไม่พึงประสงค์ของบางคน แต่ขณะเดียวกันฉันก็ได้รับข้อมูลจากเพื่อนว่าคนญี่ปุ่นนั้นมีวินัยในการทำงานสูงมาก มีความรับผิดชอบสูงมาก และซื่อสัตย์ต่อหน้าที่แม้ว่าจะเป็นเพียงลูกจ้างของบริษัทเท่านั้น



ด้วยหลายเหตุผลหลังจากฉันสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกแล้วทำให้ฉันอยากสัมผัส อยากเรียนรู้ระบบการทำงานและการใช้ชีวิตในการทำงานกับคนญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นคนแรกที่ฉันได้พูดคุยด้วยในประเทศญี่ปุ่น (ไม่นับรวม จนท สนามบิน และ ตรวจคนเข้าเมืองนะคะ) คือ เจ้านายของฉันเอง เพราะ ท่านไปรับฉันที่สนามบินนาริตะ เจ้านายขับรถของสถาบันวิจัยฯมารับเองในตอนเช้าประมาณ 8.00 นาฬิกา ระหว่างทางเจ้านายอธิบายรายละเอียดสองข้างทางไปตลอดทาง สลับการพูดคุยเรื่องส่วนตัวเรื่องโน้นเรื่องนี้หลายเรื่อง ทำให้ฉันรู้สึกว่าเจ้านายเป็นกันเองกับฉันมาก หลังจากที่ได้ทำงานกับเจ้านายและเพื่อนๆ ในกลุ่มซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นเกือบทั้งหมด และมีคนจีนหนึ่งคน โชคดีที่คนกลุ่มนี้เกือบทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ ฉันจึงไม่ลำบากอะไรกับการสื่อสาร ยกเว้นเจ้าหน้าที่สนับสนุนสองคน หรือ ในเมืองไทยอาจจะเรียกเธอว่าแม่บ้าน ซึ่งสื่อสารได้ภาษาเดียวคือ ภาษาญี่ปุ่น

Tuesday, January 18, 2011

มาทำโอ่งดินเผา ปกคุมด้วยมอสสวยๆ แต่งบ้านให้เขียวขจีไปเลย

ลองทำโอ่งมอส...มาดูกันว่าขั้นตอนเป็นอย่างไร......






มาเตรียมทำโอ่งกันเลยค่ะ



ก่อนอื่นเลยเราต้องมี โอ่ง ดินเหนียว และมอส....ผมเลือกโอ่งกลมๆ ใบเล็ก และทรงสูง (เหมือนไหงเอามาหมักปลาร้า) และทรงลูกจันคือกลมแบน...โอ่งที่เลือกควรจะมีผิวขรุขระ เพื่อที่จะให้ดินเหนียวและมอสยึดเกาะได้ดีครับ ที่ผมเลือกมานั้นราคาใบเล็ก 3 ใบร้อย ส่วนทรงลูกจันใบละ 40-50 บาทครับ ดินเหนียวก็ที่ขายอยู่ทั่วไป ตอนนี้ราคาน่าจะถุงละ 7-10 บาท ส่วนมอสนั้น โค-ตระ-ระแพง ถาดละ 50 บาท ที่ สนามหลวง2.... แต่ที่ เจเจ 3 ถาด 50 บาท เหมือนที่จตุจักร 2 แต่คุณภาพที่สนามหลวง 2 ได้คะแนนเกินร้อยครับ เป็นแพยาวมาก..... ไม่รู้ว่าถูกหรือแพงแต่คงไม่ต่างกันมาก





ขั้นตอนแรกผมก็ทำความสะอาดโอ่งให้เรียบร้อย แช่น้ำทิ้งไว้ เพื่อเพิ่มความชื้น แล้วก็เข้าสู่พิธีการแรกคือ ปั้นดินให้เป็นดาว.....เอาดินเหนียวแปะเข้าไปที่ผิวของโอ่งที่เราจะทำโอ่งมอส ลอง คิดว่ากำลังปั้นโอ่งดินเผา เหมือนหนังผี ไง (ภาพยนต์เรื่อง Ghost)....ให้มีความหนาสักหน่อย คือถ้าบางมากเกินไปมันจะเกาะไม่อยู่ครับ มอสอาจจะไม่งามเท่าไร แต่ก็ไม่ต้องหนามากเกินไปเพราะมันจะดูไม่สวยเท่าไหร่และเสี่ยงต่อการหลุดได้ง่ายๆครับ





หลังจากที่ปั้นโอ่งดินเผาให้กลายเป็นโอ่งดินเหนียวแล้ว เราก็เตรียมเอามอสที่ซื้อมาได้ ราคาขายแตกต่างกันนะครับตามตลาด ชนิดและคุณภาพของมอส มอสที่มีขายหลักๆ ในตลาดมี 2 แบบ คือ มอสน้ำ ที่เอามาทำโอ่งมอส จะมีลำต้นอวบน้ำ ใบจะใหญ่และยาวกว่า ดูแล้วมันจะฟูๆ ส่วนอีกชนิดจะเป็นมอสที่เอามาจัดสวนถาดครับ คือมอสที่เกิดและเกาะตามดิน อิฐ จะมีลักษณะแห้งกว่าและมีราคาที่ถูกกว่าครับ....หลังจากเลือกชิ้นที่ใช่แล้ว เราก็เอามอสน้ำมาแปะเข้าที่ดินเหนียว เริ่มจาก ปากโอ่ง โดยให้เหลือมอสบางส่วนที่ปากโอ่ง เพื่อเป็นตัวดูดน้ำมาให้มอสที่อยู่ด้านล่าง ผมแปะเป็นทางยาวจากบนลงล่างเพราะมอส ด้านบนจะช่วยพยุงไม่ให้มอสที่เหลือหลุด เราก็ค่อยๆ แปะมอสไปเรื่อยๆ เหมือนต่อจิกซอครับ จนกระทั้งครบทั้งหมด เวลาแปะก็เอานิ้วกดๆ ลงไปหน่อย แต่ไม่ต้องแรงมากเดี๋ยวมอสจะแบนตายก่อน พอแปะมอสเสร็จก็เป็นอันเสร็จพิธี เราก็จะได้โอ่งมอสที่ต้องการ แต่หลังจากนี้จะเป็นงานยักษ์แล้วนะครับ คือ การดูแลรักษาให้โอ่งมอสของเรารอด และมีชีวิต ออกใบใหม่เขียวขจีตลอดไป หาทำเลที่ได้แดดสัก ครึ่งวันเช้าได้จะดีมาก เพราะไม่ร้อนเกินไป แล้วเราก็เติมน้ำจนเต็มโอ่งครับ เวลารดน้ำก็ให้ค่อยๆ เติมน้ำลงที่โอ่ง ไม่ต้องไปรดน้ำที่มอสโดยตรง และค่อยๆรด เพราะถ้าแรงเกินไป มอสบางชิ้นอาจจะหลุดได้ครับ ช่วงนี้อากาศแห้ง ลมหนาวพัดแรง ความชื้นต่ำ ผมก็เลยลองเอาโอ่งมอสมาวางบนจานรองกระถางที่มีน้ำนิดหน่อย เพื่อเป็นการเพิ่มความชื้น แต่ต้องระวังอย่าให้มีน้ำในจานรองมากเกินไป เพราะมอสอาจจะเน่า และดินที่แปะไว้อาจจะละลายหลุดลงน้ำได้ครับ




หลังจากนี้ไปก็เพิ่งการดูแลแล้วละครับว่าจะรอดไหม ถ้ารอดก็ดีเพราะเราทำโอ่งธรรมดาให้มีชีวิตขึ้นมาได้ แต่ถ้ามีบางส่วนที่ตายไปบ้าง เราก็สามารถมาซ่อมแซมทีหลังได้ คือเอาดินเหนียวและมอสใหม่มาแปะซ่อมในส่วนที่เสียไปครับ แล้วถ้าต้องการให้มีต้นไม้อื่นๆ เราก็มาเติมทีหลังได้ เช่น พรมญี่ปุ่น ฤาษีผสมแคระ อื่นๆ..........ต้องขอบคุณพี่นู๋เอ๋ ที่แนะนำและให้ทราบเคล็ดลับในการทำ ผมก็ไม่รู้หรอกว่าโอ่งมอสที่ทำไปนั้น มันจะรอดหรือเปล่า แต่อย่างน้อยก็ได้ลงมือทำ มันก็สนุกดี ดีกว่าไปซื้อแบบสำเร็จรูปมา ถึงแม้มันจะรวดเร็ว แต่มันไม่เร้าใจ 555 แบบนี้สวยสั่งได้ด้วยมือครับ (ถ้ามันสวยอะนะ) เราสามารถใส่ปุ๋ยเม็ดสูตรเสมอ หรือเร่งใบ (ที่มีอยู่ที่บ้าน) ลงไปในโอ่งสักนิดหน่อยก็ได้ครับ ย้ำ นิดหน่อยนะครับ เพราะมันสิ้นเปลื้องและอาจจะเข้มข้นเกินไปสำหรับมอส......เราก็มารอดูว่า หลังจากที่มอสรอดชีวิตมาได้จะสวยงามเช่นใด......